หนึ่งเดือนที่ MS-D และเรื่องบวมๆ หดๆ
จั่วหัวแบบนี้ฟังแล้ว วิ้ดวิ้วดีรึเปล่าครับ?
หุหุ และถ้าหากคุณกำลังนึกถึงอวัยวะของมนุษย์ล่ะก็ ขอบอกว่าไม่ใช่ แต่มันคืออะไร เดี๋ยวเฉลยครับ
อันเนื่องมาจากการพรรณนาถึงอดีตซะยืดยาว ถ้าหากว่ากำลังตีมวย ก็ยังรำไม่จบซะที ตอนนี้เรามาพูดกันถึงปัจจุบันกันดีกว่าครับ
หลังจากตกลงปลงใจเซ็นสัญญาเป็นทา... เอ้อ ช่างฝึกหัดให้กับองค์กรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกผมก็เข้าสู่กระบวนการฝึกอบรมครับ ซึ่งก็คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ ถ้าหากไม่ใช่ฝ่ายซ่อมใหญ่อากาศยานหรือ ว่า Function DM นั่นเอง (พวกผมเป็นช่างใน Work Shop นะครับ เลยไม่มีโอกาสได้ไปโชว์ความหล่อตามลานจอดเหมือนช่างLine เขา
หนึ่งเดือนแรกของผม เริ่มต้นด้วยการ ถูกนำไปฝากไว้กับ MS-D (SDL) หรือ Composite Shop ซี่งมีหน้าที้ในการซ่อมแซมชิ้นส่วนที่เป็น วัสดุผสม ในเครื่องบินซึ่งมีเยอะ จนเกินจะพรรณนาไหว ซึ่งบางชิ้นก็จะถูกถอดออกมาจากเครื่องบินเพื่อนำมาซ่อมแซมที่ช๊อบ หรือบางชิ้น ช่างคอมโพสิต ก็จะได้รับมอบหมายให้ไป "ปฏิบัติ" กันที่ตัวเครื่องบินกันเลย
ซึ่งแน่นอนในวันแรก "ท่านผู้บัญชาการใหญ่" ของชาวคอมโพสิต ซึ่งก็คือ "Big D " ก็ได้พาพวกเราเดินชมบริเวณแฮงการ์และช๊อปอื่นๆ ในฝ่ายช่าง รวมไปถึงแนะนำบุคลากร ส่วนใหญ่ (ต้องใช้คำว่าส่วนใหญ่ เพราะยังรุ้จักไม่หมด) ในแผนก
หลักจากนั้น ก็มีการ assign ช่าง"พี่เลี้ยง"(หรือพี่รหัส) ให้เป็นผู้ดูแล บรรดา ช่างฝึกหัด ในการ ทดลอง ปฏิบัติงานและฝึกใช้เครื่องมือเบื้องต้น ซึ่ง แน่นอนว่าชิ้นงานที่จะมาเป็น "คู่ซ้อม" ให้กับช่างฝึกหัดจะต้อง เป็นชิ้นงาน ที่มีการ "จำหน่าย" ออกไปแล้วเท่านั้น (ช่างฝึกหัด ไม่ได้รับอนุญาติให้ปฏิบัติงานกับชิ้นงานจริงได้ เป็นผู้สังเกตการณ์ได้อย่างเดียวเท่านั้น)
หลังจากนั้น ประมาณ หนึ่งอาทิตย์ พวกเราก็ได้รับการอบรมหลักสูตรแรก นั่นก็คือ Composite Materials Repair Techniques ซึ่งเป็นหลักสูตรซึ่ง TX (โรงเรียนขนาดย่อมๆของฝ่ายช่าง) มอบหมาย ให้กับ พนักงานในสังกัด MS-D เป็นผู้ทำการสอน ซึ่งจะเป็นวิชา ที่ให้เราได้รู้จัก กับวัสดุคอมโพสิตที่ใช้ในอากาศยาน ลักษณะของความเสียหาย สาเหตุของความเสียหาย การตรวจสอบ ขั้นตอนการดำเนินการ ฯลฯซึ่ง (บางหัวข้อ อาจจะเกินเลย หน้าที่ของช่าง ไปบ้าง แต่การได้รับทราบไว้บ้าง ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ไม่น้อย)

หลักจากนั้น เราก็กลับมาฝึกใช้เครื่องมือ ในช๊อปกันอีกครั้ง จนกระทั่งถึงวันที่ 6 พค ที่เราจะต้องมาอบรมกับ TX ร่วมกับ ช่างฝึกหัดแผนกอื่นๆ ( MS-P(ช่างสีและทำความสะอาด) , MS-S(ช่างโลหะ) และ วิศวกร ฝึกหัด ด้วย)
วิชาที่เรียนกันในวันแรก ก็คือ Aviation Security Awareness ซึ่งก็เป็นหลักสูตรตามที่ชื่อเลย ซึ่งก็เป็นการฟังบรรยาย สถาณการณ์การก่อการร้ายในปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้ต้องสงสัย การมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัย ฯลฯ (แต่หลักสูตรของเราไม่ได้เข้มข้นถึงขนาด ต้องไปเรียนจู่โจมกันนะครับ เพราะพวกผมเป็นช่างน่ะครับไม่ใช่ Ranger - -")
วันต่อมา ก็เป็นหลักสูตร Technical Orientation ซึ่งจะเป็นหลักสูตร ที่จะให้น้องใหม่อย่างพวกผมได้รู้จักองค์กร ของตัวเอง สวัสดิการ(ที่จะได้รับในอนาคตอันไกลแสนไกล- แต่เพื่อ องค์กร ศรีทนดั้ย T-T ) และรวมไปถึง การได้รู้จักกับเครื่องบินด้วย ( อ๊ะๆ อย่านึกว่า จะอยุ่ในช๊อปแล้วจะทำหน้าซื่อตาใสไม่รุ้จักอะไร ไม่ได้นะครับ เพราะ หลักสูตรนี้ เขาจะให้คุณ ได้รุ้จัก หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องบิน- เอ๊ะ ทำไม ต้องเบื้องต้นล่ะ เอาหมดเลยไม่ได้เหรอ? โถ โถ เก็บงานอื่นไว้ให้ช่างสาขาอื่นมั่งสิครับ ช่างคอมโพสิตนะครับ ไม่ใช่เป็ดจะได้ร้องก๊าบๆแบบป๋าเหลิ.. เอ็ย ไม่ใช่ๆ นอกเรื่องแล้ว - -" )
วันนี้เป็นวันที่เริ่มเข้าเรื่องเครื่องบิน อาจารย์ที่มาสอน ท่านชื่อ อาจารย์ S ซึ่งเป็นผู้ควำหวอดอยุ่ในวงการการบินมาเป็นเวลานาน
เรื่องที่เรียนในวันนี้ก็คือ " เครื่องบิน บินได้ยังไง" การปรับความดัน-อูณหภูมิในห้องโดยสาร ฯลฯ ซึ่งท่านมีลีลาการสอนซึ่งเป็นที่น่าจดจำเรียกได้ว่า "มันส์ พ่ะย่ะค่ะ " ด้วยโทนเสียง ที่ปลุกเร้าอารมณ์ มุกฮาที่แทรกมาแบบเรียบๆด้วยใบหน้าเรียบเฉย รวมไปถึงการ นำตัวอย่างเคสสตัดดี้ มาเป็น กับแกล้มในการสอน บอกตรงๆว่าเพลินจนอดหลับอดนอนกันไปตามๆกัน

(ครู S กำลังบรรยายพร้อมเครื่องบินคุ่ใจในมือ)
จะว่าไปแล้ว วิชานี้ก็เป็นวิชาที่ผมเฝ้าตั้งหน้าตั้งตารอคอยอยุ่แล้ว เพราะ การที่ช่างกลเกษตรบ้านนอกอย่างผม ได้มาเรียนรู้ศาสตร์แห่งอากาศยาน(ถึงจะเบื่องต้นก็ตามที)
ผมก็แฮปปี้สุดๆแล้วครับ ^_^
ปล แล้ว ไอ้ บวมๆหดๆ มันก็ไม่อะไรไกลตัวเราหรอกครับ ก็เครื่องบินนั่นแหละครับ เพราะภายในอากาศยานจะมีการปรับความดันนะครับ เนื่องจาก อากาศจะเบาบาง ในระดับความสูง ซู้งงงงงสูงงง (เกิน 10000 ft ขึ้นไปนะครับถ้าหากจำไม่ผิด) ผลที่ตามมาก็คือ เมื่อ สมอง ขาด อ๊อกซิเจนสมองก็จะเกิด อาการ เบิ๊อะๆ เบ๋อๆ สั่งงาน ไม่เป็นสัปปะรด เอาซะงั้นๆ ถ้าหนักเข้าหน่อยก็ถึงแก่ความตาย(ถามพวก ลูกเรือ ดูนะครับ เพราะพวกเขา ได้ลองสัมผัสประสบการณ์นี้แล้วจาก ห้องไฮเปอร์ฯ-ส่วนช่างอย่างผม เหรอครับ?ไม่ต้องลองหรอกครับ เพราะคงไม่ได้ขึ้นไปซ่อมอะไรกลางอากาศกันอยุ่แล้วครับ หุหุ )
เอ้านอกจากอากาศจะเบาบาง(และหนาว)ด้วยแล้ว ความดันมันก้น้อยกว่าข้างล่างครับ ทีนี้ พอภายในห้องโดยสารมีการปรับอากาศ(และความดัน) เท่านั้นแหละ เครื่องบินของเราก็จะพองตัวออก (ส่วนผู้โดยสารจะพองตามรึเปล่า คงจะต้องดูที่แฟคเตอร์การกินมากกว่านะครับ) แต่ไม่ต้องกลัวว่ามันจะระเบิดนะครับ เพราะ เขาทำวาลว์ระบายความดันไว้ให้แล้ว ( ไม่งัน้ก็นึกภาพดู เครื่องบินพองงงงงงง ออกเรื่อยๆแล้ว !!! )
ถ้าผมจำไม่ผิด คิดว่าความดันที่เขาปรับไว้ในห้องโดยสารไว้ที่ประมาณ 8000 ft กระมังครับ (ต้องบอกอย่างนี้ เพราะผมได้รับการสอนมาว่า งานช่าง ห้ามใช้ประสบการณ์เป็นเกณฑ์ ต้องอิงคู่มือเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีคู่มือ ผมก็ แกล้ง เบ๋อ อย่างเดียวครับ หุหุ )
วันนี้จบก่อน วันหน้าเรามาพูดเรื่อง " อโลฮ่า " กันดีกว่า เพราะ มันก็มีไอ้เรื่อง บวมๆ หดๆ นี่แหละ เข้ามาเกี่ยวด้วย
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ
^_^
|